• ศัลยกรรมคาง

    เป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคน ที่ไม่อยากเกิดมาขี้ริ้วขี้เหร่ เพราะใคร ๆ ก็อยากสวยด้วยกันทั้งนั้น หรืออย่างน้อยหากไม่เข้าขั้นสวย ก็ขอให้ดูดีบ้างอะไรบ้าง ก็ยังพอทำให้ใจชื้นและมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองขึ้นมาหน่อย

    วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของคนคางเหลี่ยม หรือคางใหญ่ไม่ได้รูปทรง ทำให้ใบหน้าดูกว้าง ประมาณว่าเดินมา เห็นหน้าบานมาแต่ไกล หากใครกำลังมีปัญหาแบบนี้ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นและมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว ก็อยากทำสวยด้วยการทำศัลยกรรมตกแต่ง ”คาง” ให้เรียวเล็กสมใจ วันนี้กระปุกดอทคอมมีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการศัลยกรรม ”ตัดคาง” มาฝากค่ะ

    หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องตัดคาง? กรอได้ไหม… เหลาแทนได้หรือเปล่า… เพราะคำว่า”ตัด” มันดูน่ากลัว ๆ ยังไงชอบกล!!

    จริง ๆ แล้วการเหลาคาง กรอคาง สามารถทำได้ค่ะ แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาคางเหลี่ยมมาก ๆ ประกอบกับมีกรามใหญ่ร่วมด้วย เพราะการกรอหรือเหลาคาง จะทำให้ความหนาของกระดูกบางลงไม่มาก ทำให้ไม่เห็นผลอย่างที่น่าพอใจเท่ากับการตัด

    ทั้งนี้ การตัดคาง คือ การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของคาง ที่เหลี่ยม ใหญ่ และมีรูปร่างไม่ได้สัดส่วน โดยเปิดแผลในช่องปากเลาะลงไปจนถึงกระดูกคาง แล้วใช้เครื่องตัดกระดูกคาง และปิดแผลจากด้านใน ซึ่งเป็นการดีคือทำให้ไม่มีแผลด้านนอกโชว์หราให้ใครเห็น สำหรับการผ่าตัดแต่งคางนี้ สามารถทำได้โดยใช้ยาสลบ ระยะเวลาในการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

    อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดคางอาจทำร่วมกับการผ่าตัดมุมกรามได้ด้วย เพื่อให้รูปหน้าเรียวเล็กสวยสมใจสไตล์เกาหลี หรือได้หน้ารูปไข่นั่นแหละ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดให้คุณด้วยค่ะ

    ส่วนการดูแลแผลหลังผ่าตัด คุณควรใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อย ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในช่องปาก และปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่นาน… คุณก็จะได้รูปหน้าใหม่ที่เรียวเล็กสวยสมใจ

    อ๊ะ ๆ สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลย คือ การค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการจะทำ รวมทั้งปรึกษาศัลยแพพทย์ที่เชื่อถือได้ มีทักษะและความชำนาญเฉพาะด้านมากพอ เพื่อความสวยอย่างปลอดภัยของตัวคุณเองค่ะ

  • ปฐมพยาบาล

    หลายพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ก็ได้เวลาที่เจ้าของบ้านจะกลับเข้ามาฟื้นฟูบ้านตัวเองเสียที เชื่อว่าหลายบ้านที่ถูกน้ำท่วมขังนาน ๆ อาจต้องซ่อมแซมบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้กันใหม่ และแน่นอนว่า การทําความสะอาด จัดเก็บบ้านและข้าวของเครื่องใช้ภายหลังน้ำท่วมอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ และบาดแผลได้เลยทีเดียว

    อ๊ะ อ๊ะ ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าเป็นแผลนิดหน่อยแล้วเรื่องเล็กนะคะ เพราะหากดูแลบาดแผลไม่ดี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หากเป็นแผลเรื้อรังเนื้อเยื่อเกิดการเน่า ทําให้อาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้งไป หรือเสียชีวิตได้เลย และหากมีเชื้อโรคบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล อาจทําให้เสียชีวิตได้เช่นกัน

    เพราะฉะนั้น มาดูกันดีกว่าว่า ถ้าหากเกิดบาดแผลแล้วจะทำอย่างไร วันนี้ เรามีข้อมูลจาก หนังสือ ภัยสุขภาพ : ป้องกันอย่างไร ในภาวะน้ำลด โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาบอกกัน

    การปฐมพยาบาล

    การปฏิบัติเมื่อเกิดบาดแผล

     แผลข่วน แผลถลอก หรือแผลแยกของผิวหนังที่ไม่ลึก จะมีเลือดออกเล็กน้อยและหยุดเองได้ แผลพวกนี้ไม่ค่อยมีอันตราย ให้ทําความสะอาดบาดแผล โดยใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ไม่จําเป็นต้องปิดแผล แผลจะหายเอง

     แผลฉีกขาด เป็นแผลที่เกิดจากแรงกระแทก หากเป็นวัสดุที่ไม่มีคม แผลมักฉีกขาดขอบกระรุ่งกระริ่ง แผลชนิดนี้เนื้อเยื่อถูกทำลาย และมีโอกาสติดเชื้อมาก ควรทำความสะอาดบาดแผลให้สะอาด ถ้าบาดแผลลึกมากควรนําส่งโรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อโรคได้

    การปฐมพยาบาล

    การทำความสะอาดบาดแผล

     ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผล เพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรคที่มือ

     ล้างบาดแผลดวยน้ำสะอาด ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

     ใช้สําลีสะอาดชุบน้ำยาแอลกอฮอล์ เช็ดรอบ ๆ แผล โดยเช็ดจากข้างในวนมาข้างนอกทางเดียว ไม่ต้องเช็ดลงบนแผล

     ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เบตาดีน ลงบนแผล เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

     ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ หรือผ้ากอซ ไม่ควรใช้สําลีปิดแผล เพราะเมื่อแผลแห้งแล้วจะติดกับสำลี ทําให้ดึงออกยาก เกิดความเจ็บปวด และอาจทำให้เลือดไหลได้อีก

     ทําความสะอาดแผลเป็นประจำทุกวัน

     หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสกปรก หรือเปียกน้ำ เพราะอาจทําให้แผลเกิดการอักเสบ เป็นหนอง หรือหายช้า

     สังเกตอาการอักเสบของบาดแผล เช่น บวม แดง ร้อน สีผิวของบาดแผลเปลี่ยนไป มีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อรักษาต่อไป

  • แต่งหน้า

    มอบลุคโดดเด่น ด้วยดวงตากลมโตสะดุดตา ในโทนสีเทา ที่ไม่ว่าจะแต่งไปงานไหน ๆ ก็ดูเหมาะได้อย่างไม่ยากเย็น

    เริ่มจากการใช้แปรงแบบแบนทาอายแชโดว์สีเทาอ่อนผสมชิมเมอร์ให้ทั่วเปลือกตาใช้แปลงกดเบาๆ ให้ทั่วเพื่อให้สีติดทนยิ่งขึ้น จากนั้นทาด้วยสีเทาเข้มโดยใช้แปรงแบบ Pencil Brush ทาให้เป็นรูปทรงตัววี (v) ที่บริเวณหางตาไปจนถึงเปลือกตาด้านบน เพื่อขับเน้นรูปทรงหางตาให้ดูเด่นชัดขึ้น

    ใช้แปรงเกลี่ยให้เนื้ออายแชโดว์จนกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใช้แปรง Pencil Brush อีกครั้ง กับอายแชโดว์สีดำเพียงเล็กน้อย ทาซ้ำเบา ๆ ทับ บริเวณหางตาที่วาดไว้ เกลี่ยเบา ๆ ให้เปลือกตาดูฟุ้งขึ้น ต่อด้วยการใช้สีเทาเข้มทาที่บริเวณขอบตาล่าง ลากมาจนถึงกึ่งกลางเปลือกตาล่าง จากนั้นการใช้สีเทาสว่างทาที่หัวตาเกลี่ยมาจนถึงกึ่งกลางเปลือกตาบน ตามด้วยด้วยการใช้สีไฮไลท์ลงที่บริเวณโหนกคิ้ว

    ปิดท้ายด้วยการเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตาบน – ล่าง ปัดมาสคาร่าให้ขนตางอนเด้งก็เป็นอันเสร็จ หรือใครอยากจะติดขนตาปลอมเพื่อเพิ่มความโดดเด้งอีกขั้นให้กับดวงตาด้วยก็ไม่ว่ากัน

  •  สิ่งของและอาหาร 9 อย่างที่ทำให้คุณเสี่ยงอาหารเป็นพิษโดยใช่เหตุ

    สิ่งของและอาหาร 9 อย่างที่ทำให้คุณเสี่ยงอาหารเป็นพิษโดยใช่เหตุ! (lisa)

    อย่ามองข้ามของใกล้ตัวเหล่านี้ เพราะนี่คือตัวการที่จะทำให้คุณอาหารเป็นพิษได้ง่าย ๆ

     1. ถุงแบบใช้ซ้ำ

    ถุงผ้าที่ใช้ซ้ำ ๆ อาจจะทำให้คุณมีอาการอาหารเป็นพิษได้เหมือนกัน โดยรายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้จาก University of Arizona และ Loma Linda University ในแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่าถุงเหล่านี้อาจเป็นแหล่ง เพาะเชื้อแบคทีเรียที่ข้ามจากอาหารไปยังอาหารนี่รวมถึงเชื้อ E. Coli ด้วย อย่างไรก็ตาม ดร.Charles Gerba นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซน่า ก็แนะนำให้ซักถุงผ้าสัปดาห์ละครั้งเป็นการฆ่าเชื้อ…ง่าย ๆ แค่นี้ทำได้ใช่มั้ยคะ?

     2. แคนตาลูป

    เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณไม่ทำความสะอาดดี ๆ แคนตาลูปอาจจะมีเชื้อทั้งแซลโมเนลลา และ E. Coli เต็มไปหมด ดังนั้น หากคุณคิดจะซื้อแคนตาลูปจากซูเปอร์มาร์ต ก็ให้ใส่ถุงพลาสติกไว้ดี ๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนจากอาหารหรือถุงอย่างอื่น พอกลับถึงบ้านก็นำแคนตาลูปลงอ่างล้างจาน ขัดผิวให้ทั่ว คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่กินเปลือก แต่เวลาที่ปอกเปลือกเชื้อโรคอาจจะอยู่บนมีดนะ

     3. ผลไม้ใด ๆ ก็ตามที่ต้องปอกเปลือก

    คุณอาจนึกไม่ถึง แต่ลองคิดดูดี ๆ นะว่ามะม่วงผลนั้นผ่านมือคนมากี่คน? มีใครหยิบส้มลูกนั้นไปดมรึเปล่า? ประเด็นก็คือ เช่นเดียวกับแคนตาลูป การปอกเปลือกจากข้างนอกอาจทำให้ข้างในปนเปื้อนได้ จึงต้องล้างผลไม้เสมอให้เป็นนิสัย

     4. ต้นอ่อนของผัก

    ต้นอ่อนทั้งอร่อยและมีประโยชน์ แต่มันอาจเพิ่มความเสี่ยงจากเชื้อแซลโมเนลลาและ E. Coli ได้อย่างน่าใจหาย ขนาดนี้หน่วยงานตรวจสอบคุณภาพอาหารของแคนาตา (CFLA) ต้องออกมาแนะนำไม่ให้เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ กินต้นอ่อนของผักที่ยังไม่ผ่านความร้อนเลยทีเดียว

     5. ฟองน้ำล้างจาน

    เนื่องจากฟองน้ำล้างจานและผ้าเช็ดโต๊ะมักจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทั้งชื้นแฉะและอุ่นหลังจากที่มันถูกใช้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่มันมักจะมีทั้งเชื้อแซลโมเนลลาและเชื้อสแตปฟิโลคอคคัสออเรียส แต่การทำให้ห้องครัวและโต๊ะกินข้าวของคุณสะอาดก็ทำได้ง่าย ๆ สำหรับฟองน้ำก็ต้องหมั่นเปลี่ยน ส่วนผ้าเช็ดโต๊ะนั้นก็ต้องฆ่าเชื้อในน้ำยาซักผ้า ส่วนของเหลวจากเนื้อสัตว์หรือไข่ ให้ใช้กระดาษชำระแทน

     6. ไข่

    เราอาจไม่ได้อยู่ในอเมริกาที่มาตรการเรียกไข่ไก่คืนกันอย่างหนัก แต่เชื้อแซลโมเนลลาในไข่ก็ยังเป็นสิ่งที่คุณน่าจะกังวลไว้หน่อยก็ดี อย่างแรกเลย ไข่ที่ยังไม่ได้ใช้ก็ต้องอยู่ในกล่องหรือชั้นวางไข่ เวลาที่จับไข่ให้ปฏิบัติเหมือนจับเนื้อสัตว์ดิบ นั่นคือล้างมือทั้งก่อนและหลังจับ (และก็หมายความว่าต้องล้างมือก่อนเปิดประตูตู้เย็นด้วยนะ)

     7. มือ

    อย่าไปโทษของนอกกาย เพื่อที่จะไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปทั่ว คุณควรจะล้างมือก่อน ระหว่าง และหลังทำอาหาร ซึ่งไม่ใช่เป็นการเอาน้ำผ่านมือเฉย ๆ คุณควรจะถูสบู่อย่างน้อย 20 วินาที (ร้องแฮปปี้เบิร์ดเดย์จบได้รอบหนึ่ง) มันอาจน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็เป็นวิธีที่จะเอาเชื้อโรคออกจากมือนะคะ

     8. อ่างล้างจาน

    รองลงมาจากฟองน้ำแล้วอ่างล้างจานอาจเป็นที่ที่มีแบคทีเรียมากที่สุดในบ้าน (มากกว่าฝาชักโครกอีก) คิดดูว่าน้ำจากเนื้อสัตว์ของเหลวต่าง ๆ เศษอาหารจะลงไปในอ่างกับท่อ นอกจากนี้แล้วอ่างล้างจานยังชื้นตลอดเวลา แบคทีเรีย จึงชอบนักแล

     9. สลัด (แบบใส่กล่องกลับบ้าน)

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ วารสาร Food Science เปิดเผยการศึกษา ซึ่งชี้ว่า แพ็กเกจที่บรรจุสลัด แม้จะไม่มีปัญหาแต่ก็มักจะอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ทำให้จุลชีวะสามารถขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ถ้าเห็นสลัดขายอยู่นอกตู้เย็นก็ควรจะซื้อที่อื่น (ถ้าคุณเป็นคนขายก็รบกวนทำให้ผักสลัดเย็น ๆ ด้วยล่ะ) พอกลับบ้านไปแล้วอย่าเพิ่งราดน้ำสลัด ให้ล้างผักทั้งหมดก่อน แล้วค่อยกิน…ง่ายเนอะ

    Tip: อย่าละลายอาหารแช่แข็งที่อุณหภูมิห้อง ให้ใช้วิธีละลายในตู้เย็นส่วนที่อุ่นขึ้นมา เมื่อละลายเสร็จแล้วให้ใช้ทันที ห้ามนำไปแช่แข็งใหม่ เดี๋ยวเชื้อโรคเจริญเติบโตนะ ขอบอก!

    จากทั้งหมดนี้ก็พอจะสรุปได้ว่า อย่าขี้เกียจล้างมือ ล้างผักผลไม้ เนื้อสัตว์ และไข่ทุกครั้งที่นึกจะหยิบมาทำอาหาร เท่านี้เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาหารของคุณคงไม่เป็นพิษให้ต้องหาคุณหมอนะคะ

  • ตะลึง!แบคทีเรียกลายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะ (ไทยโพสต์)

    ค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ในอินเดีย ต้านยาปฏิชีวนะได้เกือบทุกชนิด หวั่นแพร่กระจายระดับโลก

    ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ ตีพิมพ์การค้นพบแบคทีเรียกลายพันธุ์ในนิตยสาร “The Lancet Infectious Disease” ระบุว่า พบแบคทีเรียกลายพันธุ์น้ำประปากรุงนิวเดลี นอกเหนือไปจากบริเวณโรงพยาบาลที่เป็นต้นกำเนิดสายพันธุ์ ซึ่งแบคทีเรียที่มียีนพันธุกรรมสายเอ็นดีเอ็ม-1 (นิวเดลี เมทัลโล-เบตา-แลกตาเมส 1) สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านยาปฏิชีวนะได้เกือบทุกชนิด

    ทีมวิจัยกล่าวว่า ในภายแรกมีการพบเจอในเฉพาะผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาลอินเดียมาก่อนเท่านั้น ทว่าในระยะหลังพบผู้ป่วยจากเชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์ ทั้งที่ไม่เคยเข้าพักฟื้นในโรงพยาบาลมาก่อน

    จากการเก็บตัวอย่างรอบกรุงนิวเดลีพบว่า มีแบคทีเรียกลายพันธุ์ในน้ำประปา 4% และในแอ่งน้ำข้างทาง 30% จากตัวอย่างทั้งหมด และค้นพบแบคทีเรียสายพันธุ์ทั้งหมด 11 สายพันธุ์ที่มียีนเอ็นดีเอ็ม-1 ไม่ว่าจะเป็นในเชื้ออหิวาต์และหรือบิด

    หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ทิม วอลช์ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ กล่าวว่า ผลการวิจัยที่ออกมาน่ากังวลมาก เพราะพบสายพันธุ์ใหม่ทั้งในน้ำสำหรับดื่มและทำอาหาร

    งานวิจัยระบุว่า ภูมิประเทศเขตเมืองร้อนซึ่งมีน้ำท่วมเป็นประจำเป็นภูมิประเทศที่ส่งเสริมการ เจริญเติบโตและแพร่กระจายของยีนเอ็นดีเอ็ม-1 ทีมวิจัยยังเสนอความช่วยเหลือแก่องค์การอนามัยโลกและรัฐบาลในเอเชียเพื่อแก้ ปัญหา  วอลช์กล่าวว่า หากมีการแพร่กระจายจะกลายเป็นปัญหานานาชาติ”ขณะนี้เราค้นพบผู้ได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่เอ็นดีเอ็ม-1 ในชาวอังกฤษและยุโรปที่มาเยือนอินเดีย”

  • ทุกคนรู้ว่าการเดินทำให้ร่างกายผู้สูงวัยยืดหยุ่นขึ้น แต่มีกี่คนที่รู้ว่าการออกกำลังกายที่ไม่มีค่าใช้จ่ายนี้ ดีต่อสมองด้วย

    งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเดินกระตุ้นการเชื่อมโยงภายในวงจรสมอง ที่มีแนวโน้มเสื่อมถอยลงขณะที่ผมหงอกเพิ่มจำนวนแทนที่ผมสีอื่น

    “รูปแบบการเชื่อมต่อของเครือข่ายสมองของผู้สูงวัยจะเสื่อมลง ซึ่งไม่ช่วยสนับสนุนสิ่งที่เราทำ เช่น  การขับรถ แต่เราพบว่าความสามารถของร่างกายที่จะนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เครือข่ายสมองประสานกันมากขึ้น” ดร.อาร์เธอร์เอฟ เครเมอร์ ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐฯ กล่าว

    การศึกษาการเดินของเครเมอร์ที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารฟรอนเทียร์อิน เอดจิ้ง นิวโรไซนส์ ติดตามผลผู้ใหญ่อายุ 60-80 ปี จำนวน 70 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยมีอาสาสมัครหนุ่มสาวอายุ 20-30 ปี อีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมเพื่อใช้เปรียบเทียบในการประเมินพฤติกรรมการนั่งๆ นอนๆ ในอดีตของกลุ่มตัวอย่าง

    เครมเมอร์เผยว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน มีพัฒนาการชัดเจนกว่า ไม่เพียงในด้านร่างกาย แต่จากการใช้อุปกรณ์เอฟเอ็มอาร์ไอสแกนสมองยังพบว่า กลุ่มนี้มีความจำดีขึ้น รวมถึงสมาธิ และกระบวนการคิดอีกหลายอย่าง

    “ขณะที่ผู้สูงวัยในกลุ่มที่เดินออกกำลังกายมีความฟิตทางร่างกายมากขึ้น การประสานงานระหว่างสมองส่วนต่างๆ ดีขึ้นเช่นกัน และเกือบเทียบเท่าหนุ่มสาวอายุ 20 ปีเลยทีเดียว” เครเมอร์อธิบาย

    อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สามารถสังเกตเห็นได้หลังจากมีการออกกำลังกายด้วยการเดินนาน 12 เดือน และจากการวัดผลในช่วง 6 เดือนแรกไม่ปรากฏสัญญาณชัดเจนใดๆ

    การค้นพบนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ ดร.ลินน์ มิลลาร์ ผู้เชี่ยวชาญของอเมริกัน คอลเลจ ออฟ สปอร์ตส์ เมดิซิน และเป็นศาสตราจารย์สาขากายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยแอนดริวส์ในมิชิแกนสหรัฐฯ เธอบอกว่าแม้การเดินดูเหมือนเป็นกิจกรรมเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วระหว่างนั้น สมองทำงานในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ

    “ขณะเดิน เรารวบรวมข้อมูลภาพ เสียง ตลอดจนถึงข้อมูลที่มาจากข้อต่อและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเท้า แรงที่ใช้ และอื่นๆ เป็นความคิดแบบคนสมัยก่อน นั่นคือถ้าคุณไม่ใช้ คุณก็จะสูญเสียมันไป ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เราจึงจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้นซ้ำๆ และการเดินก็เป็นกิจกรรมที่สามารถทำซ้ำได้ไม่รู้จบ” มิลลาร์ กล่าว

    แม้การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงวัยชรา แต่ไม่จำเป็นว่าสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่เกิดกับคนทั่วไป

    “เรารู้ว่าปฏิกิริยาของเราจะช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่การทำกิจกรรมเป็นวิธีรับมือที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ถ้าเราออกเดิน เราจะสามารถยืดเส้นยืดสายและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น”

    ทางด้านเครเมอร์ที่ทำงานกับทหารและผู้พิการด้วย ยังคงมุ่งมั่นศึกษาผลลบจากภาวะสูงวัยจากทางเลือกไลฟ์สไตล์ต่างๆ

    “เราสนใจที่จะได้เข้าใจความยืดหยุ่นของสมอง แต่เรายังสนใจในเรื่องที่ว่าจะต้องอะไรบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นด้วย เราไม่สามารถรอยาวิเศษแต่ควรทำบางอย่างให้แก่ตัวเองตั้งแต่วันนี้”

  • สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า ผู้หญิงทั่วโลกมากถึง 4 แสนคนอาจจะต้องให้แพทย์ผ่าตัดเอาซิลิโคนเสริมหน้าอกออก เนื่องจากการผลิตไม่ได้มาตรฐาน

    รัฐบาลฝรั่งเศสอาจแนะนำให้มีการเรียกคืน และระงับการขายซิลิโคนเสริมหน้าอกที่ผลิตโดยบริษัท PIP เนื่องจากใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐานในการผลิต หากถุงซิฃิลิโคนรั่วหรือแตก วัสดุที่เป็นเจลพิเศษข้างในจะรั่วซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยรัฐบาลฝรั่งเศสมีกำหนดจะประกาศการตัดสินใจว่าจะเรียกคืนหรือไม่ในวัน ศุกร์นี้

    ขณะที่ศาสตราจารย์โลร็องต์ ล็องตีเอรี ศัลยแพทย์เสริมความงามชั้นแนวหน้า ซึ่งอยู่ในคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เผยว่าผู้หญิงที่เสริมหน้าอกอาจจะต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อผ่าตัดเอาซิลิ โคนออก โดยผู้ที่จะได้รับผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น เนื่องจากบริษัท PIP เป็นผู้ผลิตซิลิโคนเสริมหน้าอกรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และผลิตเพื่อส่งออกมากถึง 87 เปอร์เซนต์ ฉะนั้นหากมีการเรียกคืนจริงก็จะส่งผลต่อผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 3-4 แสนคน โดยจำนวนนี้เป็นผู้หญิงฝรั่งเศส 30,000 คน

ปฎิทิน

December 2011
M T W T F S S
« Oct   Jan »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

slot

คลังเก็บ